ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
The NaMulti Xtra Plus

โภชนาการ

วิธีเพิ่มน้ำหนักอย่างปลอดภัย ฉบับคนผอมมาก

คำตอบสั้น ๆ

วิธีเพิ่มน้ำหนักสำหรับคนผอมมาก คำนวณแคลอรีที่ต้องกินเพิ่ม ปริมาณโปรตีน เมนูอาหารไทยพลังงานสูง และอัตราขึ้นน้ำหนักที่ปลอดภัยต่อสัปดาห์

แผนภาพสี่ขั้นตอนการเพิ่มน้ำหนัก ได้แก่ หาพลังงานที่ใช้จากน้ำหนักตัวคูณ 28 ถึง 42 บวกส่วนเกิน 300 ถึง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ตั้งเป้าโปรตีน 1.6 ถึง 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม และฝึกแรงต้าน 2 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์
เขียนโดย ทีมงานดูแลลูกค้า multixtraplus.comทีมงานที่ดูแลลูกค้ากลุ่มนี้มาเกือบ 10 ปีอ่าน 10 นาที

คนที่ผอมมากมักได้ยินคำแนะนำแบบเดียวกันซ้ำๆ ว่า “ก็กินเยอะๆ สิ” ซึ่งฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติมันล้มเหลวเกือบทุกครั้ง เพราะคนผอมส่วนใหญ่ไม่ได้ขี้เกียจกิน แต่ “กินไม่ลง” ต่างหาก อิ่มเร็ว จุกง่าย พอฝืนอัดมื้อใหญ่วันหนึ่ง มื้อถัดไปก็กินไม่ได้เลย สุดท้ายพลังงานรวมทั้งสัปดาห์แทบไม่ต่างจากเดิม บทความนี้จะวางแผนให้เป็นระบบ ตั้งแต่ตัวเลขที่ต้องรู้ อาหารไทยที่หาซื้อได้จริง ไปจนถึงการฝึกและการพักผ่อน

ขั้นที่ 1: รู้ก่อนว่าร่างกายต้องการพลังงานเท่าไหร่

การเพิ่มน้ำหนักเริ่มจากตัวเลขเดียว คือพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน (TDEE) ถ้ายังไม่รู้ตัวเลขนี้ การ “กินเยอะขึ้น” จะเป็นแค่ความรู้สึก ไม่ใช่แผน วิธีประมาณแบบเร็วที่ใช้ได้จริงคือคูณน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมด้วยค่าตามระดับกิจกรรม

  • นั่งทำงานเป็นหลัก แทบไม่ออกกำลังกาย: น้ำหนักตัว (กก.) × 28–30
  • ขยับตัวปานกลาง ออกกำลังกาย 2–3 วันต่อสัปดาห์: น้ำหนักตัว (กก.) × 32–35
  • งานใช้แรง เดินยืนทั้งวัน หรือออกกำลังกายเกือบทุกวัน: น้ำหนักตัว (กก.) × 38–42

ตัวอย่าง ผู้ชายน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ทำงานออฟฟิศ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ประมาณได้ราว 50 × 33 = 1,650 กิโลแคลอรีต่อวัน นี่คือจุดที่น้ำหนักจะ “คงที่” จากนั้นค่อยบวกส่วนเกินเข้าไป

ตัวเลขนี้เป็นแค่จุดตั้งต้น ไม่ใช่ความจริงสัมบูรณ์ ให้ใช้มันไป 2 สัปดาห์แล้วดูผลจากตาชั่งจริง ถ้าน้ำหนักไม่ขยับเลย แปลว่าค่าที่ประมาณไว้ต่ำไป ให้เพิ่มอีกวันละ 200 กิโลแคลอรีแล้วดูต่อ

ขั้นที่ 2: กินเกินเท่าไหร่ถึงจะพอดี

คำตอบที่งานวิจัยด้านโภชนาการการกีฬาสนับสนุนมากที่สุดคือ ส่วนเกินระดับปานกลางประมาณ 300–500 กิโลแคลอรีต่อวัน จากตัวอย่างข้างบนก็คือกินให้ได้ราว 1,950–2,150 กิโลแคลอรีต่อวัน

หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่กินเกินไปเลยวันละ 1,000 กิโลแคลอรีจะได้ขึ้นเร็วๆ เหตุผลคือร่างกายสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้ในอัตราที่จำกัดมาก แม้จะฝึกหนักและกินโปรตีนครบ คนที่เพิ่งเริ่มฝึกจริงจังก็สร้างกล้ามเนื้อได้เพียงหลักไม่กี่ขีดต่อเดือนเท่านั้น พลังงานส่วนเกินที่มากกว่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกเก็บเป็นไขมันแทน

ขั้นที่ 3: ตั้งเป้าโปรตีนให้ชัด

พลังงานส่วนเกินเป็นตัวบอกว่า “จะขึ้นหรือไม่ขึ้น” ส่วนโปรตีนเป็นตัวบอกว่า “ที่ขึ้นมาคืออะไร” ถ้าโปรตีนต่ำ ร่างกายมีวัตถุดิบไม่พอจะสร้างกล้ามเนื้อ น้ำหนักที่เพิ่มก็จะเอนไปทางไขมันเป็นหลัก

ช่วงที่งานวิจัยส่วนใหญ่แนะนำสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อคือ 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน คนน้ำหนัก 50 กิโลกรัมจึงควรได้โปรตีนราว 80–110 กรัมต่อวัน และควรกระจายให้ได้ 20–35 กรัมในแต่ละมื้อ แทนที่จะไปกระจุกอยู่มื้อเย็นมื้อเดียว

แหล่งโปรตีนที่หาง่ายในบ้านคนไทย ได้แก่ ไข่ (ฟองละราว 6–7 กรัม) อกไก่หรือสะโพกไก่ หมู ปลาทู ปลากะพง กุ้ง เต้าหู้ ถั่วเหลือง นมสด และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ถ้ากินมื้อหลักได้น้อย การเติมไข่ต้ม 2 ฟองหรือนม 1 กล่องเป็นของว่างระหว่างวันคือวิธีที่ง่ายที่สุด

ขั้นที่ 4: เลือกอาหารที่ให้พลังงานสูงต่อคำ

หัวใจของคนกินไม่ลงคือ “ความหนาแน่นของพลังงาน” ไม่ใช่ปริมาณ การเปลี่ยนวัตถุดิบเล็กๆ น้อยๆ ในมื้อเดิมสามารถเพิ่มพลังงานได้หลายร้อยกิโลแคลอรีโดยที่ปริมาณอาหารในจานแทบไม่เปลี่ยน

อาหารปริมาณพลังงานโดยประมาณวิธีเติมเข้ามื้อ
น้ำมันมะกอก / น้ำมันรำข้าว1 ช้อนโต๊ะ~120 กิโลแคลอรีราดสลัด ผัดผัก คลุกข้าว
เนยถั่ว2 ช้อนโต๊ะ~190 กิโลแคลอรีทาขนมปัง ใส่สมูทตี้ จิ้มกล้วย
ถั่วลิสงคั่ว1 กำมือ (30 ก.)~170 กิโลแคลอรีของว่างบ่าย โรยก๋วยเตี๋ยว
อะโวคาโดครึ่งลูก~160 กิโลแคลอรีปั่นกับนม กินกับข้าว
นมสดรสจืด1 กล่อง (250 มล.)~150 กิโลแคลอรีดื่มระหว่างมื้อ ไม่ใช่ก่อนมื้อ
นมข้นหวาน1 ช้อนโต๊ะ~60 กิโลแคลอรีใส่กาแฟ โอวัลติน ขนมปัง
ข้าวเหนียว1 ทัพพี (90 ก.)~180 กิโลแคลอรีแทนข้าวสวยบางมื้อ
หมูสามชั้น80 กรัม~290 กิโลแคลอรีปิ้งย่าง คั่วพริกเกลือ
กล้วยน้ำว้า2 ผล~180 กิโลแคลอรีก่อน–หลังออกกำลังกาย
ไข่ไก่2 ฟอง~150 กิโลแคลอรีต้ม เจียว ใส่ข้าวผัด

จะเห็นว่าแค่เติมน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มนม 1 กล่อง และกินถั่วลิสง 1 กำมือ ก็ได้เพิ่มมาแล้วราว 440 กิโลแคลอรี ซึ่งครอบคลุมส่วนเกินที่ต้องการทั้งวัน โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณข้าวในจานเลยแม้แต่ทัพพีเดียว

ขั้นที่ 5: จัดมื้อสำหรับคนอิ่มเร็ว

ถ้ากินมื้อใหญ่แล้วจุก ให้เลิกพยายามกินมื้อใหญ่ เปลี่ยนเป็น 3 มื้อหลัก + 2–3 มื้อเสริม รวม 5–6 มื้อเล็กต่อวัน ปริมาณต่อครั้งน้อยลง แต่พลังงานรวมทั้งวันสูงขึ้นจริง

  • ใช้แคลอรีแบบของเหลวช่วย — สมูทตี้นม + กล้วย + เนยถั่ว 1 แก้วให้พลังงานได้ 400–500 กิโลแคลอรีโดยดื่มหมดในไม่กี่นาที และไม่ทำให้แน่นท้องเท่าอาหารแข็งปริมาณเท่ากัน
  • อย่าดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากก่อนมื้ออาหาร 20–30 นาที เพราะทำให้อิ่มโดยไม่ได้พลังงาน ให้เลื่อนไปดื่มระหว่างมื้อแทน
  • เริ่มมื้อด้วยของที่ให้พลังงานสูงก่อน เช่น ข้าวและโปรตีน แล้วค่อยกินผักหรือซุปตอนท้าย
  • ตั้งเวลาเตือนกินของว่าง เพราะคนผอมมักไม่หิว ถ้ารอให้หิวก่อนค่อยกิน จะพลาดมื้อเสริมเกือบทุกวัน
  • พกของว่างติดตัว เช่น นมกล่อง ถั่ว กล้วย หรือขนมปังทาเนยถั่ว เพื่อไม่ให้ต้องอาศัยความสะดวกเป็นตัวตัดสิน

ตัวอย่างตารางมื้ออาหารประมาณ 2,100 กิโลแคลอรี

เวลาเมนูพลังงานโดยประมาณ
07:00ข้าวต้มหมูสับ + ไข่ต้ม 2 ฟอง + นมสด 1 กล่อง~600 กิโลแคลอรี
10:00กล้วย 2 ผล + ถั่วลิสงคั่ว 1 กำมือ~350 กิโลแคลอรี
12:30ข้าวมันไก่ (ข้าว 1.5 ทัพพี) + น้ำซุป~600 กิโลแคลอรี
15:30สมูทตี้นม + กล้วย + เนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ~450 กิโลแคลอรี
18:30ข้าวสวย 1.5 ทัพพี + ผัดกะเพราหมูสับ (น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ) + ไข่ดาว~700 กิโลแคลอรี
21:00โยเกิร์ตรสธรรมชาติ + ถั่วรวม หรือขนมปังทาเนยถั่ว~300 กิโลแคลอรี

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นโครงสร้าง ไม่จำเป็นต้องกินตามเป๊ะ สิ่งสำคัญคือรูปแบบ คือมีโปรตีนทุกมื้อ มีของว่างที่ให้พลังงานจริงคั่นระหว่างมื้อหลัก และมีมื้อแบบของเหลวอย่างน้อยหนึ่งมื้อสำหรับวันที่กินไม่ลง

ขั้นที่ 6: ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน

นี่คือส่วนที่คนอยากเพิ่มน้ำหนักข้ามบ่อยที่สุด และเป็นส่วนที่ตัดสินว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมัน การฝึกแรงต้านคือสัญญาณที่บอกร่างกายว่าต้องเอาพลังงานส่วนเกินไปสร้างกล้ามเนื้อ ถ้าไม่มีสัญญาณนี้ ร่างกายก็ไม่มีเหตุผลจะสร้าง

ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมซับซ้อน เริ่มจากท่าพื้นฐานที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน สัปดาห์ละ 2–4 ครั้ง ครั้งละ 40–60 นาที

  1. 1สควอท (Squat) หรือขาดันเครื่อง — ต้นขาและสะโพก
  2. 2เดดลิฟต์ (Deadlift) หรือโรมาเนียนเดดลิฟต์ — หลังและต้นขาด้านหลัง
  3. 3เบนช์เพรส หรือวิดพื้น — อกและหลังแขน
  4. 4โรว์ (Row) — หลังส่วนกลาง
  5. 5โอเวอร์เฮดเพรส — ไหล่

ทำท่าละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 6–12 ครั้ง โดยยึดหลัก progressive overload คือค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักหรือจำนวนครั้งขึ้นทุกสัปดาห์ ถ้ายกน้ำหนักเท่าเดิมทุกเดือน ร่างกายก็ไม่มีเหตุผลต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือคาร์ดิโอหนักๆ ทุกวัน เพราะเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่อุตส่าห์กินเข้าไปจนหมด

ขั้นที่ 7: นอนและพักฟื้น

กล้ามเนื้อไม่ได้สร้างตอนอยู่ในฟิตเนส แต่สร้างตอนนอน การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนต่อเนื่องสัมพันธ์กับการฟื้นตัวที่แย่ลง ฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารแปรปรวน และสัดส่วนของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเอนไปทางไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ

  • ตั้งเป้านอน 7–9 ชั่วโมงต่อคืน และพยายามเข้านอน–ตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน
  • เว้นวันพักระหว่างการฝึกกล้ามเนื้อกลุ่มเดิมอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • จัดการความเครียดเรื้อรัง เพราะคอร์ติซอลที่สูงต่อเนื่องไม่เป็นผลดีต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ล้มเหลวซ้ำๆ

  • อัดของทอด น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบเพื่อเอาแคลอรีอย่างเดียว — น้ำหนักขึ้นจริงแต่เป็นไขมันเกือบทั้งหมด และแลกมาด้วยไขมันในเลือดที่แย่ลง ควรเน้นของมันที่มีคุณภาพ เช่น ถั่ว น้ำมันพืชที่ดี อะโวคาโด แทน
  • เลิกกลางคันหลัง 2 สัปดาห์ — สองสัปดาห์แรกน้ำหนักมักนิ่งหรือขึ้นน้อยมาก เพราะร่างกายกำลังปรับตัว ให้เวลาอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์ก่อนตัดสินว่าแผนใช้ได้หรือไม่
  • ชั่งน้ำหนักทุกวันแล้วตกใจ — น้ำหนักแกว่งวันต่อวันได้ 1–2 กิโลกรัมจากน้ำ อาหารในทางเดินอาหาร และเกลือ ให้ชั่งเวลาเดิมทุกเช้าหลังเข้าห้องน้ำ แล้วดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์แทนตัวเลขรายวัน
  • กินเยอะเฉพาะวันที่ว่าง — ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าปริมาณของวันใดวันหนึ่ง กินเกินวันเสาร์ 1,500 กิโลแคลอรีแล้วกินขาดอีก 6 วัน ผลรวมยังติดลบ
  • ไม่เล่นเวทเลย — น้ำหนักที่เพิ่มจะเป็นไขมันเป็นหลัก และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนไปในทางที่ต้องการ

ขึ้นเร็วแค่ไหนถึงเรียกว่าปกติ

โดยทั่วไป อัตราการเพิ่มน้ำหนักที่สมเหตุสมผลสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ราว 0.25–0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 1–2 กิโลกรัมต่อเดือน ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ เท่านั้น ความเร็วจริงต่างกันไปตามอายุ เพศ พันธุกรรม ประสบการณ์การฝึก และจุดเริ่มต้นของแต่ละคน

คนที่ผอมมากและเพิ่งเริ่มฝึกมักเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าในช่วง 2–3 เดือนแรก จากนั้นจะช้าลงเป็นธรรมชาติ ถ้าชั่งแล้วน้ำหนักนิ่งติดต่อกัน 2–3 สัปดาห์ ให้เพิ่มพลังงานอีกวันละ 200 กิโลแคลอรี แต่ถ้าขึ้นเร็วเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ต่อเนื่อง มักแปลว่าส่วนเกินมากไปและกำลังสะสมไขมันเป็นหลัก

สรุปแผน 6 ข้อที่เริ่มได้วันนี้

  1. 1ประมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน แล้วบวกส่วนเกิน 300–500 กิโลแคลอรี
  2. 2ตั้งเป้าโปรตีน 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม กระจายให้ครบทุกมื้อ
  3. 3เปลี่ยนมาเป็น 5–6 มื้อเล็ก และเพิ่มพลังงานด้วยของมันคุณภาพดีแทนการเพิ่มปริมาณในจาน
  4. 4ใส่มื้อของเหลวอย่างน้อยวันละ 1 แก้วสำหรับวันที่กินไม่ลง
  5. 5ฝึกแรงต้านด้วยท่าพื้นฐาน 2–4 ครั้งต่อสัปดาห์ และเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
  6. 6นอนให้พอ ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้งเวลาเดิม แล้วปรับแผนทุก 2–3 สัปดาห์

การเพิ่มน้ำหนักไม่ต่างจากการลดน้ำหนักตรงที่ไม่มีทางลัด สิ่งที่ทำให้สำเร็จคือความสม่ำเสมอในเรื่องพื้นฐานเดิมๆ ติดต่อกันหลายเดือน คนที่ทำสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรพิเศษกว่าคนอื่น เพียงแต่ทำเรื่องเดิมซ้ำได้นานกว่าเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง

  1. 1.ปริมาณโปรตีนสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ (Position Stand: Protein and Exercise) — International Society of Sports Nutrition
  2. 2.ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  3. 3.Dietary Reference Intakes: Energy, Carbohydrate, Fiber, Fat, Protein and Amino Acids — National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine (สหรัฐอเมริกา)

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือผู้บริโภค

อาหารเสริมเพิ่มน้ำหนัก เลือกยังไงให้ปลอดภัย และวิธีตรวจเลข อย. ด้วยตัวเอง

วิธีเลือกอาหารเสริมเพิ่มน้ำหนักให้ปลอดภัย พร้อมขั้นตอนเช็กเลข อย. 13 หลักด้วยตัวเอง และสัญญาณอันตรายของสินค้าที่ลักลอบผสมสเตียรอยด์

ความรู้สุขภาพ

ผอมกรรมพันธุ์คืออะไร ยีนมีผลแค่ไหน และยังเพิ่มน้ำหนักได้ไหม

ผอมกรรมพันธุ์คืออะไร ยีนมีผลกับการเผาผลาญและความอิ่มแค่ไหน ทำไมคนที่มีแนวโน้มผอมยังเพิ่มน้ำหนักได้ และเมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

โภชนาการ

EAAs และ BCAAs คืออะไร ต่างกันอย่างไร? เข้าใจกรดอะมิโนจำเป็นแบบครบ

EAA คือกรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ส่วน BCAA คือ 3 ชนิดในกลุ่มนั้น พร้อมบทบาทของลิวซีนและแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนครบ

multixtraplus.com เป็นเว็บไซต์ของผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ตามฉลาก

LINE